สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง TOKYO SONATA เป็นภาพยนตร์ที่ตีแผ่ปัญหาครอบครัวได้อย่างชัดเจน ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงปัญหาของครอบครัวหนึ่งที่เกิดจากความสัมพันธุ์ระหว่างกัน อันมีองค์ประกอบมาจากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ หัวหน้าครอบครัว ซึ่งเป็นเสาหลักต้องถูกเลย์ออฟจากตำแหน่งหัวหน้า กลายเป็นคนตกงาน ซึ่งยังรับความจริงในข้อนี้ไม่ได้ แต่องค์ประกอบหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวขึ้นคือ การขาดปฏิสัมพันธ์ ของคนในครอบครัว การพูดคุยทำความเ้ข้าใจซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความแตกแยกของคน 4 คนที่อยู่ในบ้านเดียวกันไม่หันหน้าเข้าหากัน พ่อ ผู้เป็นผู้นำ ยึดติดกับความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เชื่อว่า ผู้ชายจะต้องไม่เผยความอ่อนแอ ความพ่ายแพ้ และต้องควบคุมลูกให้เชื่อฟัง กลัวแต่จะสียการปกครองจนลืมนึกถึงจิตใจของลูก และภรรยา จึงทำให้ทุกคนเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งปัญหาของครอบครัวนี้ไม่ได้อยู่ที่พ่อตกงาน แต่คือการที่ครอบครัวนี้ ไม่ยอมสื่อสารพูดคุยกัน ซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ของคนในครอบครัว
ทฤษฎีสังคม
ตรงตามทฤษฎีสังคมความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติของการอยู่ในสังคม ไม่ว่าสังคมจะเป็นสังคมครอบครัว สังคมเพื่อน สังคมการทำงาน ยิ่งสังคมมีขนาดใหญ่มากขึ้น ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งได้มากยิ่งขึ้น ดังที่มาซ์กได้แบ่งความขัดแย้งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1.เป็นความขัดแย้งภายในบุคคล คือ ความคิดของพ่อที่มีความขัดแย้งภายในจิตใจในการปิดบังความจริงที่ตนเองถูกเลย์ออฟออกจากงาน เป็นความขัดแย้งภายในจิตใจกับความเป็นจริง ส่วนแม่ก็มีความขัดแย้งในตัวเองคือการทำตามใจตัวเอง เป็นอิสระ กับการทำตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ด้วยความเก็บกด แล้วสุดท้ายก็ระเบิดออกมากลายเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล
2.เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล คือ เริ่มจากพ่อกับลูกคนโตที่อยากจะไปเป็นทหารตามอุดมการณ์ของตนเองแต่ พ่อไม่เห็นด้วย ต่อมาคือพ่อ กับ ลูกคนเล็กที่อยากเรียนเปียโนแต่พ่อไม่อนุญาติและใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล จึงทำให้พ่อมีความขัดแย้งกับแม่ด้วย ซึ่งแม่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพ่อ เหล่านี้เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลต่างๆที่อยู่ในครอบครัว
1. สภาพก่อนเกิดความขัดแย้ง (Antecedent Condition of Conflict) เป็นลักษณะของสภาพการณ์ที่อาจปราศจากความขัดแย้ง แต่จะนำไปสู่การขัดแย้ง
2. ความขัดแย้งที่รับรู้ได้ (Perceived Conflict) เป็นการรับรู้จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นของฝ่ายต่าง ๆ ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น
3. ความขัดแย้งที่รู้สึกได้ (Felt Conflict) โดยอาจมีความรู้สึกว่า ถูกคุกคาม ถูกเกลียดชัง กลัว หรือไม่ไว้วางใจ
4. พฤติกรรมที่ปรากฏชัด (Minifest Behavior) อาจแสดงความก้าวร้าว การแข่งขัน การโต้เถียงหรือการแก้ปัญหา
5. การแก้ปัญหาหรือระงับความขัดแย้ง (Conflict Resolution or Supervision วิธีการแก้ไขความขัดแย้งมี 4 วิธี ได้แก่
5.1 วิธีชนะ-แพ้ (Win-Lose Method)
5.2 วิธีแพ้ทั้งคู่ (Lose-Lose methods)
5.3 วิธีการที่ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ชนะ (Win-Win methods)
5.4 วิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน หรือแบบชนะทั้งคู่ (Win-Win Method)
หากเป็นพ่อ
ในฐานะที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เราคงต้องพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งในสถานการณ์ที่เลวร้าย พร้อมทั้งรับความเป็นจริง เปิดอกพูดคุยกันในครอบครัว เพื่อช่วยกันหาทางออก และปรับทัศนคติที่ว่า "การรักษาหน้าตาทางสังคม เป็นการรักษาศักดิ์ศรี" ซึ่งที่แท้จริงแล้ว การยอมรับว่าเกิดปัญหา คือ การมีศักดิ์ศรีที่แท้จริง พ่อ ควรที่จะพูดคุยเป็นกันเองกับครอบครัวบ้าง โดยใช้โอกาสในตอนที่รับประทานอาหารพูดคุยกับลูกๆและภรรยาบ้าง เพื่อที่ว่าพ่อจะได้เข้าใจปัญหาต่างๆมากขึ้น ท่ามกลางสภาพสังคมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีกัน และเหนือสิ่งอื่นใดการให้ผู้อื่นทำตามตนเอง หรือเข้าใจตนเองนั้นไม่ควรจะใช้การออกคำสั่ง อย่างแข็งกร้าว แต่ควรจะใช้เหตุผลเเป็นสิ่งสำคัญ
หากเป็นแม่
เราคงจะพยายามรักษาครอบครัวเราไว้ให้ดีที่สุด เป็นตัวกลางของครอบครัว ให้ความรักความอบอุ่นแก่ครอบครัว และคอยพูดคุย แชร์ประสบการณ์ ความรู้สึกระหว่างกัน สิ่งใดที่เป็นความต้องการของกัน ก็ควรนำมาปรับให้เข้ากันให้ได้ และจะไม่คิดหนีปัญหา เพราะถึงแม้เราจะอยากทำตามใจตนเอง อยากใช้ชีวิตโดยอิสระ เหมือนที่แม่ ในภาพยนตร์ทำ แต่ควรระลึกว่าข้างหลังเรานั้นยังมีลูกๆและสามีที่เราต้องดูแล ให้ความรัก ความเอาใจใส่ และการเงียบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้หมดไปได้
หากเป็นพี่คนโต
ในฐานะที่เป็นพี่ของน้อง ควรดูแลน้อง แทนพ่อแม่ได้ ให้คำปรึกษาในเรื่องที่ตนเองมีประสบการณ์ได้ เพราะ อายุของพี่กับน้องไม่ห่างกันมาก น่าจะเข้าใจในหลายๆเรื่องมากกว่าพ่อแม่ พี่จะต้องพยายามมีเวลาอยู่กับครอบครัวบ้าง และพี่ก็ควรเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ว่า พ่อแม่ทุกคนรักลูก การที่เราสามารถทำให้พ่อแม่สบายใจได้ก็ควรจะทำ ชีวิตของลูกมีค่ามากสำหรับพ่อแม่ อุดมคติมีได้ แต่ควรนึกถึงใจของพ่อแม่บ้าง
หากเป็นน้องคนเล็ก
น้องคนเล็กไม่ควรที่จะแสดงกิริยาที่ก้าวร้าวต่อพ่อแม่ถึงแม้ว่าในบางครั้งพ่อจะไม่มีเหตุผล หรือกระทำรุนแรงใส่ และควรเชื่อฟังแม่ พยายามพิสูจน์ตัวเองให้พ่อได้รู้ถึงความตั้งใจจริงที่จะเล่นเปียโน และไม่ควรใช้วิธีการโกหก ยักยอกเงินมาเล่นเปียโน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ที่สำคัญคือ ควรจะยอมรับการตัดสินใจของพ่อและแม่
หากเป็นตนเอง(ถ้าเกิดขึ้นกับครอบครัว)
สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณืเช่นนี้คือ "การปรับตัว" ถ้าพ่อต้องตกงาน สิ่งที่เราจะช่วยได้ในฐานะที่เรายังเป็นนิสิตอยู่ ดิฉันคิดว่า กำลังใจ คือสิ่งที่เราให้กันได้ตลอดไม่มีวันหมด เพียงเราเข้าใจกับสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา ให้กำลังใจ พ่อ แม่ และพี่น้อง ว่าเราจะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน และเราก็สามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัว ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรืออาจหารายได้เสริม เพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัว ที่สำคัญคือทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
ข้อคิด
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้แง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งชีวิตคนเราต้องพบเจอกับสิ่งที่ดีร้ายปะปนกันไป เมื่อถึงคราวที่เราต้องทุกข์ยากลำบากใจและกาย ขอเพียงเรายังมีกำลังใจ กำลังใจจากครอบครัว จากคนที่เรารัก และเรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิด รวมถึงการที่คนในครอบครัวหันมาใส่ใจในความรู้สึกของกันและกัน การหันหน้าเข้ามาพูดคุยกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น เท่านี้ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเลวร้ายขนาดใหน ดิฉันเชื่อว่าเราจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปได้ด้วย "รอยยิ้ม" ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้ภาพลักษณ์ หรือศักดิ์ศรี อยู่เหนือความรักและครอบครัว
คำถาม
ถ้าคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์ดังเช่นภาพยนตร์เรื่อง TOKYO SONATA คุณจะสามารถทำให้ครอบครัวของคุณมี"รอยยิ้ม"ได้หรือ ?
อ้างอิงจาก
www.google.com









รอยยิ้มของครอบครัว น่าคิดนะเนี่ย
ตอบลบ